Call Center: 02 1054 281 Submit Ticket
4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Facebook F8 Conference 2017

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Facebook F8 Conference 2017

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Facebook F8 Conference 2017

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพียงระยะเวลาสิบกว่าปี โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ก็กลายเป็นแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่มีตัวเลขผู้ใช้งานเกือบสองพันล้านคนทั่วโลก ซึ่งในยุคที่ผ่านมา Facebook อาจเติบโตมากับการพึ่งพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือ iOS รวมไปถึงระบบปฏิบัติการ Windows บนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปเป็นสำคัญ แต่ในยุคต่อไป จากการแสดงวิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg ซีอีโอคนดังในงาน F8 Conference เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีความเป็นไปได้ว่า Facebook จะเติบโตได้มากขึ้นบนแพลตฟอร์มของตนเอง ผ่านเทคโนโลยีใน 4 กลุ่มที่เรานำมาฝากกันวันนี้

1) AR Studio

Facebook บอกว่าในยุคต่อไปจะเป็นยุคของ Augmented reality หรือการนำภาพดิจิตอลขึ้นมาซ้อนทับภาพในโลกจริงกันมากขึ้น และเพื่อเตรียมการสู่การแข่งขันนั้น Facebook ได้สร้างแพลตฟอร์ม AR สำหรับนักพัฒนาขึ้นมารองรับเรียบร้อย

ซึ่งการมีแพลตฟอร์ม AR ให้นักพัฒนานั้นมีผลในเรื่องจิตใจ และทำให้นักพัฒนาหันมาอยู่กับ Facebook มากขึ้น เพราะไม่ต้องลงทุนเทคโนโลยีเช่น Image Recognition เอง

นอกจากนั้น Facebook ยังมาพร้อมของเล่นใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี AR ด้วย ยกตัวอย่างเช่น สติ๊กเกอร์ หรือกรอบรูปดิจิตอลที่แบรนด์สามารถสร้างสรรค์ได้เอง

2) Messenger มาเจอ Bots

Messenger เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันลูกรักของ Facebook โดยจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาปรับปรุงให้กับ Messenger อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกลุ่มและรับชำระเงินระหว่างกันได้ การใส่ Dislike ลงใน Messenger (Dislike เป็น Reaction ที่ผู้ใช้งาน Facebook ร้องขอให้ Facebook ทำมานานมากแล้ว)

แต่นอกจากการพัฒนาข้างต้น Messenger ในยุคต่อไปยังรองรับการทำงานกับ Bots ด้วย โดยในกลุ่มแชทที่ตั้งขึ้นนั้น สามารถเพิ่ม Bots จากแบรนด์ต่าง ๆ ลงไปในกลุ่มเพื่อให้บริการได้แล้วนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ตั้งกลุ่มเพื่อไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ แทนที่จะถกเถียงกันเรื่องที่พัก ก็อาจโยนหน้าที่นี้ให้ Bots จาก Airbnb ไปหาที่พักมานำเสนอ หรือถ้าเป็นกลุ่มที่ชอบอ่านข่าว ถกเถียงเรื่องข่าวก็อาจเพิ่ม Bots จาก CNN ลงมาได้เช่นกัน

รายงานจาก BBC วิเคราะห์ว่า Facebook น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก WeChat แอปพลิเคชันส่งข้อความจากประเทศจีน ซึ่งสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายภายในกรุ๊ปแชท ทั้งจองตั๋วคอนเสิร์ต จองโต๊ะดินเนอร์ จองรถยนต์ให้มารับ ฯลฯ นั่นเอง

3) ใช้ VR รวมกลุ่มเพื่อน

Mark Zuckerberg เคยบอกว่ารู้สึกเสียดายที่เมื่อก่อนไม่ได้พัฒนา OS เป็นของตัวเอง แต่สำหรับยุคของ VR (Virtual Reality) ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วนั้น คงไม่ใช่ข้อเสียเปรียบของ Facebook อีกต่อไปแล้ว

โดย Facebook เลือกที่จะส่ง Facebook Spaces ที่ให้ผู้ใช้งานแปลงร่างเป็นอวาตาร์ และเข้ามาแฮงค์เอาท์ด้วยกันบนโลกเสมือนจริง ซึ่งมีข้อได้เปรียบจากการรวมตัวบนโลกจริงมากมาย เพราะไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทาง ดังนั้น ต่อให้เพื่อน หรือญาติพี่น้องแยกย้ายกันไปคนละประเทศ พวกเขาก็สามารถรวมตัวกันได้เสมอ

และนั่นทำให้ Facebook มอง VR เอาไว้ในฐานะของ Social Platform ไม่ใช่เอาไว้ใช้เล่นเกมแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

4) เปิด Workplace ให้ใช้ฟรี

Facebook Workplace เวอร์ชันฟรีมีแผนจะเปิดให้ใช้งานกันในช่วงสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าจะทำให้เครื่องมืออย่าง Slack ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Workplace และต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งานสิ้นประสิทธิภาพกันเลยทีเดียว

มากไปกว่านั้น หากต้องการเพิ่ม Bots ต่าง ๆ เข้าไปใน Workplace ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยแทนที่จะขอให้เพื่อนร่วมงานส่งไฟล์ให้ เราอาจใช้ Bots ให้เข้าไปดึงไฟล์ต่าง ๆ ให้แทนได้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการพัฒนาความสามารถเพื่อรองรับทั้งการใช้งานแบบส่วนบุคคลและการทำงานในโลกธุรกิจเอาไว้เป็นอย่างน่าสนใจ รวมถึงมีการดึงพาร์ทเนอร์จากหลาย ๆ แบรนด์ลงมาเป็นผู้เล่นบนแพลตฟอร์มของตัวเองอีกด้วย ซึ่งนั่นทำให้ Facebook ก้าวขึ้นสู่การเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลไม่ต่างจากแอปเปิล กูเกิล หรือไมโครซอฟท์แล้วอย่างเต็มภาคภูมิ

แหล่งที่มา : http://www.bbc.com/news/technology39637823

About the Author

Leave a Reply