Call Center: 02 1054 281 Submit Ticket
เปิดกรณีศึกษา “RideAustin” บริการ Ride-Sharing ที่อาจเหนือกว่า อูเบอร์ – แท็กซี่

เปิดกรณีศึกษา “RideAustin” บริการ Ride-Sharing ที่อาจเหนือกว่า อูเบอร์ – แท็กซี่

เปิดกรณีศึกษา “RideAustin” บริการ Ride-Sharing ที่อาจเหนือกว่า อูเบอร์ – แท็กซี่

ปัญหาแท็กซี่ในเมืองไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่มีคนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แถมไม่จำกัดแค่คนไทยด้วยกันเอง หากแต่ชาวต่างชาติที่เป็นแขกบ้านแขกเมืองต่างก็โดนพิษแท็กซี่เล่นงานกันในหลายรูปแบบ จนกลายเป็นหนึ่งใน Amazing Thailand ไปแล้วในปัจจุบัน

ล่าสุดเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบกที่ลงมาเรียกรถแท็กซี่ด้วยตนเองแต่ถูกปฏิเสธถึง 21 คัน ซึ่งเมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ออกมาเรียกร้องให้มีการหยิบยกบริการ Ride-Sharing อย่างอูเบอร์ (Uber) ขึ้นมาทำให้ถูกกฎหมาย และวิ่งแข่งกับบริการแท็กซี่กันไปเลย

อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ของอูเบอร์ในไทยอาจแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา เพราะในสหรัฐอเมริกานั้น ในสายตาของนักลงทุน อูเบอร์ยังเป็นกิจการที่ไม่สามารถ ทำกำไรได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะมีกำไรกับเขาเสียที

ดยปัจจัยที่ทำให้อูเบอร์ยังติดแหง็กอยู่กับการ ขาดทุนนี้มาจากปัญหาด้านการแข่งขัน อูเบอร์ในตอนนี้ไม่สามารถขึ้นราคาได้ เพราะมีคู่แข่งอย่าง Lyft ขวางคออยู่ในสหรัฐอเมริกา เมืื่อขึ้นราคาไม่ได้ ผลตอบแทนก็อาจไม่ดีมากนัก นั่นทำให้อูเบอร์ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่จะสามารถดึงดูดให้คนมาขับได้มากอย่างที่ใจต้องการ  (ไม่นับรวมปัญหาด้านแอปพลิเคชันที่ยังต้องพึ่งพาข้อมูลจาก Third Party หลาย ๆ เจ้าความหวังของอูเบอร์อาจมีเพียงหนึ่งเดียวคือยอมขาดทุนไปก่อนจนกว่าระบบแท็กซี่แบบเดิมจะล่มสลาย จากนั้นจึงค่อยขึ้นราคา

แต่ล่าสุดในงาน SXSW 2017 (South by Southwest Conference & Festival) งานที่รวมพลคนจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพลง เทคโนโลยีฯ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองออสติน รัสเท็กซัส ระหว่างวันที่ 10 – 19 มีนาคมที่ผ่านมานี้ ก็ได้ทำให้ชื่อของบริการ Ride-Sharing อีกตัวหนึ่งของทางเมือง โดดเด่นขึ้นมาเทียบชั้นอูเบอร์ นั่นก็คือ RideAustin

RideAustin เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรผู้ให้บริการ Ride-Sharing (ที่ทางชุมชนเมืองออสตินร่วมกันพัฒนาขึ้น) โดยแอปพลิเคชันนี้กล่าวได้ว่าคล้ายกับอูเบอร์มาก ยกเว้นอย่างเดียวคือเรื่องของแผนธุรกิจที่ต่างออกไป

ผู้ก่อตั้ง RideAustin คือสองผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง Joe Liemandt และ Andy Tryba ซึ่งทั้งคู่เป็นชาวเมืองออสติน แนวคิดของพวกเขาคือมองว่า บริการ Ride-Sharing ควรจะเป็นบริการที่สามารถสนับสนุนเมืองได้ ไม่ใช่เป็นนักลงทุนจากต่างเมืองที่มาแต่ตัว แต่ไม่คิดจะลงทุนเรื่องรถ หรือคนขับแบบที่อูเบอร์ กับ Lyft กำลังทำอยู่

ความพิเศษของเมืองออสตินและ RideAustin ก็คือ พวกเขาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ชาวเมืองมีการร่วมกันบริจาคเงินบางส่วนให้กับ RideAustin เพื่อให้มันเติบโต และเป็นสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งของพวกเขา รวมถึงได้มีการออกกฎห้ามไม่ให้บริการอย่างอูเบอร์ และ Lyft กลับเข้ามาดำเนินธุรกิจในเมืองดังกล่าว ซึ่งทำให้ RideAustin เป็นบริการที่ Ride-Sharing ที่มีเพียงเจ้าเดียวในเมือง และเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

ความพิเศษที่แตกต่างจากอูเบอร์คือ RideAustin มีค่าตอบแทนที่ดี ระบบจะชาร์จส่วนบวกเพิ่ม 2 เหรียญสหรัฐเป็นค่าธรรมเนียมเพื่อให้คนขับ นอกเหนือจากทิป ซึ่งเป็นโมเดลที่อูเบอร์ไม่สามารถทำได้ การเลือกแนวทางดังกล่าวทำให้คนขับมีรายได้ที่ดีพอที่จะภูมิใจกับอาชีพของตนเอง

ในทางกลับกัน RideAustin ก็สร้างประโยชน์ตอบแทนเมืองออสตินด้วยเช่นกัน โดยหากผู้โดยสารเป็นคนชราที่มีรายได้น้อย หรือคนพิการ ก็จะมีส่วนลดพิเศษให้ หรือบางโอกาสอาจให้โดยสารฟรีเลยด้วย

นอกจากนี้ การขึ้น RideAustin ผู้โดยสารจะต้องให้คะแนนกับบริการนี้ด้วย โดยจะมีเช็คบ็อกซ์ให้ติ๊กหลายกล่อง ยกตัวอย่างคำถามเช่น บริการมีประสิทธิภาพไหม ราคาเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับแท็กซี่ทั่วไป ค่าตอบแทนสำหรับคนขับยุติธรรมไหม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงงาน SXSW ก็ถือเป็นการทดสอบระบบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งสำหรับ RideAustin เช่นกัน เพราะด้วยจำนวนคนมาเยี่ยมชมงานที่ค่อนข้างมาก ทำให้แอปพลิเคชันรองรับไม่ไหวและปิดตัวลงไปหนหนึ่ง และทางผู้ก่อตั้ง RideAustin ก็ออกมาขอโทษและบอกว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งก็สามารถทำได้ตามที่สัญญา

น่าสนใจว่า หากเมืองอื่น ๆ ทั่วโลกสนใจและนำโมเดลนี้ไปทดลองใช้กันบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับโลกของธุรกิจ Ride-Sharing โดยเฉพาะกับสตาร์ทอัปมูลค่า 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่าง อูเบอร์

แหล่งอ้างอิง http://www.rideaustin.com/